ก้าวสู่การเป็นนักเขียนมืออาชีพ
 
วิธีการเขียนอ้างอิง หรือบรรณานุกรม หรือเชิงอรรถที่ถูกต้อง + เขียนอย่างไร ไม่ให้ผิดกฎหมายลิขสิทธิ์

วันนี้ มีวิธีการเขียนอ้างอิง ,บรรณานุกรม ,เชิงอรรถที่ถูกต้องมาฝากกันค่ะ
เป็นข้อมูลจาสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ป๊อปได้ลองเปิดอ่านดู เขาทำได้ละเอียดและมีสีสัน อ่านง่ายสบายตามากเลย
คลิกเข้าไปอ่านได้ที่ >> http://lib.swu.ac.th/th/images/endnote/l19%20how%20to%20citation%20for%20web0614.pdf ได้เลยนะคะ

_._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._
ส่วนการเขียนเชิงอรรถคืออะไร
และประโยชน์ของการเขียนเชิงอรรถคืออะไร
ในเว็บไซต์ True ปลูกปัญญา ได้เขียนบอกไว้ว่า ดังนี้ค่ะ

เชิงอรรถ คือ ข้อความที่เขียนไว้ส่วนล่างของหน้า หรือส่วนท้ายของเรื่อง
โดยมีเส้นคั่น จากตัวเรื่องให้เห็นชัดเจน
มีหมายเลขกำกับไว้ตรงส่วนท้ายของข้อความและส่วนต้นของเชิงอรรถ
ซึ่งหมายเลข หรือ เครื่องหมายดอกจัน กำกับไว้นั้นจะต้องตรงกัน

ประโยชน์ของเชิงอรรถ
1. เพื่อใช้อ้างว่า ข้อความที่ยกมาในเรื่อง มาจากที่ใด
2. เพื่อให้ผู้อ่านทราบว่าถ้าต้องการจะดูเรื่องนั้น ๆ จะดูเพิ่มเติมได้จากที่ใด
3. เพื่อแสดงความคิดเห็นหรืออภิปรายเกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่องนั้นที่ไม่สามารถแทรกลงไปในเนื้อหา ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนั้นได้
4. เพื่อแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่มีส่วนช่วยในการเขียนเรื่องนั้น ๆ 
>> trueplookpanya.com/new/asktrueplookpanya/questiondetail/1405

________________________________________________________________________
เพราะในการบอกเล่าสิ่งใดก็ตามที่เราได้เรียนรู้มา ไม่ว่าจะด้วยการเขียนหรือแม้แต่การพูดก็ตามที
การแจ้งที่มาของแหล่งความรู้ที่เรานำมากล่าวถึง ถือเป็นการให้เกียรติผู้ที่เราไปเอาข้อมูลหรือความรู้นั้นมาจากเขา 
ในทางตรงข้าม หากเราได้รับข้อมูลที่เรากำลังบอกเล่ามาจากที่อื่น ไม่ได้คิดขึ้นมาด้วยสติปัญญาของตนเอง
แต่กลับบอกเล่าโดยไม่เอ่ยถึงแหล่งที่มาของข้อมูลเลย จนทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิด คิดว่าเราเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเอง
การกระทำเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการขโมยความดีของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง
แม้ไม่ได้เจตนา แต่ก็เป็นที่ตำหนิติเตียนของผู้ที่ทราบความจริง
และยังทำให้เราดูเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถืออีกด้วย 
ฉะนั้น หากเราจะบอกเล่าเรื่องราวใดก็ตามที่เรารู้ดีว่า เราได้ความรู้นั้นมาจากที่อื่น เราไม่ได้คิดขึ้นเองได้ด้วยตัวเอง
เราก็ควรเขียนแจ้งเพิ่มเติมแก่ผู้รับสารให้ทราบด้วยว่า แหล่งที่มาของความรู้นั้น มาจากที่ใด หรือมาจากใครนะคะ    
เพราะถือเป็นการรักษาจรรยาบรรณของอาชีพของเราอีกด้วยค่ะ 
ซึ่งเราจะเขียนอ้างอิงแบบเชิงอรรถ หรือใช้วิธีการเขียนผสมลงไปในเนื้อหาไปเลยก็ได้
(เช่น " ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ได้กล่าวไว้ในหนังสือ " การคิดเชิงวิพากษ์ " ว่า .... " เป็นต้น) แล้วแต่เราเห็นสมควร


และที่สำคัญอีกอย่างก็คือ
เพื่อที่จะป้องกันปัญหาการถูกดำเนินคดีข้อหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 

หลายคนไม่ทราบว่ากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาครอบคลุมถึงเรื่องใดบ้าง 
หากสิ่งที่เรานำไปเขียนมีลักษณะที่เป็นการไปละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น 
เช่น การนำข้อมูลมาจากหนังสือที่ได้รับการจดลิขสิทธิ์
และแจ้งไว้ในเล่มแล้วด้วยว่า
ไม่อนุญาตให้ใครทำซ้ำหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตมาเขียนเผยแพร่
หรือแม้แต่การนำรูปแบบการสอนหรือกระบวนการบางอย่างของบางหลักสูตรของเทรนเนอร์ระดับโลก (ไม่ว่าจะเคยจดลิขสิทธิ์หรือไม่ก็ตาม) 
ไปเปิดสอนเสียเองโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือยังไม่ได้รับการอนุมัติให้เป็นตัวแทนสอนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 
กฎหมายจะถือว่าการนำไปใช้ในลักษณะที่กล่าวมานี้ เป็นการ " ขโมย " เป็นการละเมิดในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น 
ยิ่งถ้าเราได้รับรายได้จากการนำข้อมูลของคนอื่นไปใช้ประหนึ่งเป็นว่าตัวเองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ (ย้ำว่าโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้นนะคะ)
หากถูกดำเนินคดี อาจต้องเสียค่าปรับไม่น้อย เป็นหลายเท่าของจำนวนเงินที่เราได้รับจากการนำทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นไปใช้หากิน หรืออาจจะทั้งจำทั้งปรับ
น่ากลัวมากนะคะ 

แต่ก็ไม่ใช่ทุกกรณีหรอกนะคะ ที่จะถูกดำเนินคดี เพราะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบโดยรวม 
และอยู่ที่เจตนาของผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสำคัญ 
 kjjkjk.jpg (8 KB)  (ขอบคุณภาพจาก >> posttoday.com )

เมื่อกล่าวถึงกฎหมายกันไปแล้ว ป๊ิอปอยากจะขออนุญาตใช้โอกาสนี้เพื่อบอกข้อมูลที่สำคัญไม่แพ้กัน
เป็นความรู้ทางธรรม ที่ป๊อปได้ศึกษามาและคิดว่า เรื่องแบบนี้รู้เอาไว้ย่อมดีกว่าไม่รู้เลยนะคะ
ซึ่งก่อนจะถึงบรรทัดต่อไป ป๊อปอยากให้ทุกท่านเปิดใจต่อการรับข้อมูลต่อไปนี้ก่อน
และหากอ่านจบและพิจารณาแล้วเห็นว่าทำให้กุศลเจริญ ทำให้คุณรู้สึกดีที่ได้รู้ ก็สามารถทำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ 
แต่หากอ่านจบแล้ว รู้สึกเหมือนว่าไม่น่าจะใช่เรื่องจริง และรู้สึกเสียอารมณ์ที่ได้อ่านผ่านตา 
ป๊อปก็อยากบอกแค่ว่า ป๊อปเขียนมันขึ้นด้วยความปรารถนาดีจากใจจริงก็เท่านั้นเองค่ะ 
หากว่าพร้อมแล้วที่จะเปิดใจรับฟังอะไรที่อาจจะใหม่มาก ๆ สำหรับคุณ งั้นเราไปต่อกันเลยนะคะ


สำหรับบางกรณีที่ชัดเจนมากว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น 

ยิ่งหากสิ่งที่เราทำ ไม่ต่างอะไรกับการ " ขโมย " ทรัพย์สินทางปัํญญาของผู้อื่นมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ (หารายได้) 
ซึ่งถือเป็นการขโมยรายได้ที่ควรจะเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์มาเป็นของตนเอง 
แบบนี้ต่อให้ไม่ถูกเอาผิดทางกฎหมาย แต่ก็ไม่อาจจะรอดพ้นจากกฎแห่งกรรมไปได้แน่ 
และเมื่อถึงเวลาที่บาปนี้จะแสดงผลต่อผู้กระทำผิด
ลักษณะของการแสดงผลก็คือ จะมีเหตุให้ผู้กระทำผิดต้องเสียทรัพย์ของตนเป็นจำนวนที่สูงกว่าทรัพย์ที่ตนเคยละเมิด (หรือลักขโมยเขามา) 
ซึ่งจะเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าทรัพย์ที่ไปละเมิดเขามาถึงหลายเท่า 
หรือต้องพลาดโอกาสในการจะได้รายได้ดี ๆ  ถูกโกง ประสบปัญหาการเงินบ่อย ๆ 
หรือถูกละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาเหมือนที่เราทำ หรือถูกขโมยผลงาน ฯลฯ 

เรื่องแบบนี้หากใช้สติปัญญาพิจารณาอย่างไม่เข้าข้างตัวเอง
เราก็จะรู้ได้ค่ะว่าการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นเป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ใครบ้าง
เพราะมันคือการไปแย่งทรัพย์สินหรือโอกาสที่ควรจะเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์มาเป็นของตน
แม้จะไม่ได้แย่งมาทั้งหมดแต่ก็มีการแย่งมาอยู่ดี แม้จะเป็นการแย่งทางอ้อมก็ตาม
ลองคิดดูสิคะว่า ผู้ที่เจตนาไปละเมิดในทรัพย์ของผู้อื่นเช่นนี้ แม้จะทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (เหมือนคนไม่รู้ว่าตัวเองมีเจตนา)
เขาผู้นั้นจะรอดพ้นจากสิ่งที่เขาได้เคยทำกับผู้อื่น หรือจากผลของกฎแห่งกรรม (หรือกฎแห่งการกระทำ) ไปได้อย่างไร
แต่หากเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริงไม่ได้หวงห้ามและอนุญาตแล้ว ก็คงไม่มีปัญหาค่ะ 
(เรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุและผลของกรรมแต่ละชนิด 
แนะนำให้ลองหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ " ถ้ารู้ (กู) ทำไปนานแล้ว "  และ " ถ้ารู้ (กู) ไม่ทำ "  ของคุณ
ณัฐพบธรรม ธนันท์เมธากรณ์กันดูนะคะ
ผู้เขียนเขียนไว้ค่อนข้างละเอียดทีเดียว    )

 www.jpg (247 KB)  
(ขอบคุณภาพจาก >> nutpobtum.com )

หรือถ้าชอบอ่านแบบการ์ตูนมากกว่าก็แนะนำเป็น " ปริศนาหลังความตายเล่ม 1 และ 2 "  นะคะ
เป็นการ์ตูนที่เขียนขึ้นจากเรื่องราวในนวนิยายเรื่อง  " จะเชื่อตอนเป็น หรือเป็นตอนตาย "  ของคุณณัฐพบธรรมเช่นกัน

 llllllllll.PNG (221 KB)  (ขอบคุณภาพจาก >> nutpobtum.com )



หากจะถามว่าป๊อปจะเอาเรื่องกฎแห่งกรรม มารวมไว้ในบทนี้ทำไม
แล้วทำไมแค่จากเรื่องการเขียนเชิงอรรถมันถึงได้ถูกพ่วงเรื่องกฎหมายและกฎแห่งกรรมได้ขนาดนี้
คำตอบคือ มันคือการนำพาแบบเนียน ๆ น่ะค่ะ    และป๊อปเห็นว่าจริง ๆ แล้วมันก็เชื่อมโยงกัน 
ป๊อปจึงอยากใช้โอกาส (ที่เริ่มมาจากเรื่องการเขียนเชิงอรรถ) นี้เพื่อบอกข้อมูลที่ป๊อปเห็นว่าทุกคนควรต้องรีบรู้เอาไว้
จะได้สามารถระงับปัญหาที่อาจตามมาเพราะความไม่รู้ได้ทัน
หมายเหตุ : คนเข้าใจผิดกันเยอะเรื่องที่ว่า " ไม่รู้ย่อมไม่ผิด " ว่าน่าจะครอบคลุมทุกกรณี แต่แท้จริงแล้วผิดถนัดเลยค่ะ
แต่เพื่อไม่ให้บทความนี้ยาวไป เอาไว้ป๊อปจะมาขยายความเรื่อง " ไม่รู้คือไม่ผิด จริงหรือ? " ในบทความชิ้นอื่นให้ได้อ่านกันนะคะ
(ท่านใดต้องการรับอีเมลล์แจ้ง หากป๊อปเขียนบทความที่ว่านี้เสร็จแล้ว 
สามารถกรอกอีเมลล์สมัครรับข่าวสารได้ที่ด้านล่าง ๆ ของหน้าหลักของเว็บ PopTiluck.com นี้
หรือส่งเมลล์มาแจ้งขอรับบทความใหม่ ๆ ของป๊อปได้ที่ service@poptiluck.com ได้เลยนะคะ)

กลับมาที่เรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากันต่อ
ในต่างประเทศ มีการเอาผิดในละเมิดลิขสิทธิ์กันอย่างจริงจังมาก 

แม้บางกรณี ผู้กระทำผิดเป็นเพียงนักศึกษา ที่เพียงเขียนงานวิจัยส่งอาจารย์โดยไม่ได้อ้างอิงที่มา
แต่เมื่อคณาจารย์พิจารณาแล้วให้ข้อสรุปว่าเนื้อหาในงานวิจัยถือเป็นการ " ขโมย " ข้อมูลของผู้อื่น 
(เพราะเนื้อหาทำให้ดูเหมือนผู้วิจัยเป็นผู้จัดทำทุกอย่างในงานวิจัยด้วยตัวเองแต่เพียงผู้เดียว)
โทษถึงขั้นไล่ออกจากการเป็นนักศึกษาเลยทีเดียว! 
นี่ขนาดไม่ได้ทำในเชิงพาณิชย์เลยนะคะนี่! 
เพราะฉะนั้น นักเขียน (รวมถึงนักพูด และเทรนเนอร์) ทั้งหลาย
ต้องไม่ลืมที่จะใช้แต่วิธีที่ถูกเท่านั้นในการสร้างสรรค์ผลงานของเรากันนะคะ 
>> อันไหนแค่อ้างอิงได้ทันทีอย่างไม่ผิดกฎหมาย เราก็เขียนอ้างอิงให้เรียบร้อย
เช่น หนังสือหรือบทความที่ไม่ได้จดลิขสิทธิ์และเจ้าของไม่หวงห้าม หรือ
ที่เจ้าของลิขสิทธิ์เสียชีวิตเกิน 50 ปี
(แต่หากติดต่อเจ้าของผลงานที่เราอ้างอิงถึงเพื่อแจ้งให้เขาได้ทราบเสียหน่อยก็ดีนะคะ ถือว่าได้ผูกมิตรกับเจ้าของผลงานไปในตัวด้วยเลย    )
>> ส่วนอันไหนต้องขออนุญาตก่อนพร้อมกับเขียนอ้างอิง เช่น งานเขียนที่มีการจดลิขสิทธิ์ (ส่วนใหญ่จะมีในหน้าช้อมูลการพิมพ์)
เราก็ไปขออนุญาตให้ถูกต้องตามกระบวนการ
เช่น หากต้องมีการทำจดหมายขออนุญาตและได้รับการเซ็นชื่อหรือปั้มตราตอบรับว่าอนุญาตก่อนถึงจะถูกกฎหมาย
เราก็ทำให้ถูกต้องตามนั้น และใจเย็นนิดนึง รอเอกสารตอบรับก่อน เมื่อได้รับแล้วก็เขียนอ้างอิงกันไป เพื่อให้ถูกต้องครบถ้วน
>> หรือหากอันไหนเจ้าของลิขสิทธิ์เขามีขั้นตอนการอนุมัติเยอะหน่อย
ส่วนใหญ่จะเป็นกรณีการขอนำหลักสูตรเขามาสอนเองหรือนำมาเขียนเป็นหนังสือของตัวเอง
อันนี้หากเจ้าของลิขสิทธิ์เขาสร้างขั้นตอนการอนุมัติไว้อย่างไรก็ขอให้เคารพกฎ กติกา มารยาทของเขา
เมื่อได้รับอนุญาตมาแล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะอ้างอิงถึงเจ้าของลิขสิทธิ์เสมอ (ไม่ว่าจะเป็นการเขียนอ้างอิง หรือการเอ่ยถึงก็ตามนะคะ    )
เพราะนอกจากจะเป็นการแสดงออกถึงการเคารพในสิทธิของผู้อื่นแล้ว 
ยังถือเป็นการแสดงความกตัญญกตเวที ต่อครูบาอาจารย์ (หรือผู้ที่มอบความรู้แก่เรา) อีกทางหนึ่งด้วย 

_._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._._

และหากจะให้การเขียนที่มีเนื้อหาที่ได้มาจากที่อื่นให้สนุกไปเลยโดยไม่ผิดกฎหมายด้วยล่ะก็..
แนะนำให้ลองอ่านเพิ่มเติมจากในหนังสือชื่อ " ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน " (Steal like an artist) ของ Austin Kleon ดูนะคะ
 1359352266.jpg (94 KB)  (ขอบคุณภาพจาก >> welearnbook.com )

เพราะโลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องที่เคยถูกพูดถึงและคิดค้นขึ้นได้โดยผู้อื่นมาก่อนแล้ว
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า จะไม่เหลืออะไรให้เราได้เขียนหรือสร้างหัวข้อการสอนหรือการบรรยายของเราได้อีก 
หากเรารู้จักที่จะ ขโมยอย่างศิลปิน 
นอกจากที่จะไม่ดูเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ใครแล้ว 
ยังเป็นที่รักที่ชื่นชมของคนที่ได้รับประโยชน์จากการแบ่งปันของเราและจากเจ้าของผลงานที่เราอ้างอิงถึงอีกด้วย 


Austin Kleon
 
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เขาได้รับการยกย่องว่าเป็น " อัจฉริยะ " จากนิตยสาร New York เลยทีเดียว

นอกจากนี้นิตยสาร The Atlantic เรียกเขาว่าเป็น " หนึ่งในบุคคลที่น่าสนใจที่สุดบนโลกอินเตอร์เน็ต " อีกด้วย
(ติดตามผลงานของเขาได้ที่ AustinKleon.com )
 385140_318341331524389_1367284167_n.jpg (21 KB)  (ขอบคุณภาพจาก >> facebook.com/Mr.Austin.Kleon )


เขาเดินทางบรรยายให้กับองค์กรระดับโลกมาแล้วมากมาย
เสียดายยังไม่มีบริษัทสัมมนาเจ้าไหน เชิญเขามาบรรยายที่เมืองไทยสักที 
แต่ก็ถือว่าดีเหมือนกัน ที่ป๊อปจะใช้ความอยากไปเรียนกับเขาตัวเป็น ๆ ที่ต่างประเทศให้ได้ 
มาใช้เป็นแรงจูงใจให้ตัวเองอยากฝึกฝนภาษาอังกฤษให้มากกว่านี้ (เวลาไปฟังเขาบรรยายจะได้ฟังรู้เรื่อง 555    )


ส่วนเรื่องกฎแห่งกรรมนั้น
หากอ่านแล้วรู้สึกไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรค่ะ ป๊อปเข้าใจ 
อย่างไรก็เลือกรับเฉพาะข้อมูลที่ท่านเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวท่านละกันนะคะ

ด้วยรัก...เหมืิอนเดิมค่ะ
ป๊อป ธิลักษ์ PopTiluck.com



เปิดอ่านแล้ว : 456

<< Back